วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยสำเร็จผล


เชื่อว่าหลายท่านจะคุ้นเคย หรืออย่างน้อยก็ต่องผ่านประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงมาบ้าง  หากไม่เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงในงานที่ทำ หรือในองค์กรที่ร่วมงาน ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่ว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยจะหยุดนิ่งตามภาวะสภาพแวดล้อมภายนอก  แน่นอนครับว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้สำเร็จผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แม้แต่น้อย ด้วยเพราะเหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลหรือส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงนั้นหลายคราวที่มากมายรายรอบเกินกว่าที่คิด  บางปัจจัยก็ซับซ้อนเพราะส่งผลกระทบต่อสถานภาพของคนที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง  นำมาซึ่งการต่อต้านเพื่อรักษาสถานภาพ (status quo) ไม่ให้กระทบในทางลบต่อตัวเองหรือกลุ่มที่สังกัด
การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงหรือ Change Management จึงเป็นองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ศึกษากันมากเริ่มตั้งแต่ในชั้นเรียนจนถึงการทดลองรับมือภายในองค์กรที่ต้องประสบอยู่จริง
บทความนี้จะขอนำเสนอความคิดเห็นเล็ก ๆ ในฐานะคนหนึ่งในพบเจอและผ่านประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมา ซึ่งน่าเชื่อว่าจะมีประโยชน์ในแง่เป็นคำแนะนำสำหรับการเตรียมใจและเตรียมความคิดสำหรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความล้มเหลวมาเยือนและอยากชวนเชิญให้ท่านผู้อ่านได้ทดลองนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่กำลังทำดังนี้ครับ
(1)  เร่งร้อนที่จะเปลี่ยน   หากยิ่งเร่งที่จะเปลี่ยนแปลงโดยขาดการวางแผนและคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะกระทบต่อคนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มักจะนำมาซึ่งความปั่นป่วนเสมอ เปรียบเสมือนการปลูกไม้ผล หากเร่งให้ปุ๋ยเร่งฉีดยาเพื่อกระตุ้นผลผลิตอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ผลสุดท้ายอาจพบวา ไม้ผลล้มตายหรือแคระแกรนไม่ออกดอกออกผลอย่างที่ใจร้อนอยากได้ ในองค์กรก็เช่นเดียวกัน หากเร่งร้อนให้เกิดผลโดยไม่คิดให้รอบคอบ  ผลอาจจะทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงกระทั่งส่งผลให้คนเก่งถอดใจเพราะรับไม่ไหวกับความเร่งร้อนแบบไม่คิดคาดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบให้รอบคอบ
(2)  ลืมเตรียมทีมงาน – จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงจะราบรื่นในทุกจังหวะหรือคิดอยากจะเปลี่ยนอะไรก็ได้ผลอย่างคาดเสมอ  ตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงเรื่องใดมักจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันของคนจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรองรับภาระงานหลายอย่างที่ต้องทำให้สอดคล้องต้องกันไป และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเตรียมทีมงานเฉพาะกิจ (ad hoc) มาจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ยิ่งเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ที่กระทบกับหลายฝ่าย  ยิ่งต้องระดมทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องมาร่วมจัดการ พร้อมกับสื่อสารทำความเข้าใจเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการจากการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกัน สอดประสานไปในทิศทางที่องค์กรพึงประสงค์  อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ยอมรับในทีว่าบางครั้งการริเริ่มของบางบุคคลก่อนส่งต่องานให้ทีมก็เป้นสิ่งจำเป็น เพราะการเริ่มต้นงานโดยทีมมักมีปัญหาเรื่องความล่าช้าของการขับเคลื่อนในระยะแรก สถานการณ์เช่นนี้จึงต้องอดทนและมองในเชิงรุกด้วยการเตรียมทีมไว้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เนิ่น จากนั้นก็ขับเคลื่อน อดทนและรอคอยผล  
(3)  ทำครั้งเดียวจบ – หลายครั้งที่เราคิดและทำอย่างเร็ว ๆ แล้วใจร้อนอยากให้เกิดผลตามมาทันทีแต่ไม่เป็นเช่นนั้นแล้วเราก็ท้อแท้เสียกำลังใจ อย่างที่ผมบอกไป  การเปลี่ยนแปลงมักจะต้องอดทนรอให้เห็นผลในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งต้องอาศับการกระทำทั้งหลายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างคงเส้นคงวา เช่น สื่อสารการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าใจและร่วมมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อเค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ทำเป็นแบบไฟไหม้ฟาง คือทำพรึ่บพรับแล้วก็เงียบหายไป โดยมองการเปลี่ยนแปลงเป็นวงครเริ่มจากการวางแผน เพื่อกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ  จากนั้นก็ลงมือเพื่อทำการเปลี่ยนแปลง  ตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นในระหว่างทางที่ทำการเปลี่ยนแปลงเทียบกับเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา จากนั้นก็มักจะต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนสิ่งที่ลงมือทำจนกว่าจะบรรลุผลตามเป้าที่ตั้งไว้ 
นี่เป็นมุมมองเล็ก ๆ ของผมเท่านั้น  ไม่อาจเคลมได้ว่า หากท่านไม่ลืมทั้งสามเรื่องที่ผมเอ่ยถึงไปแล้วท่านจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ท่านต้องการด้วยเพราะการจะเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลนั้นต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายอย่างประกอบ เช่น การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องของผู้บริหารทุกฝ่าย  หรือกระทั่งทัศนคติที่พร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงของทุกฝ่ายที่ต้องรับผลกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ 
จึงชวนให้ท่านคิดให้รอบ มองการเปลี่ยนแปลงในทางบวกเข้าไว้ ไม่นานความสำเร็จะมาเยือนครับ !

“ตกงาน” อย่าตกใจ ปล่อยให้จิตตก

คนทำงานอย่างท่านและผม มักคับข้องใจอยู่เสมอว่าองค์กรธุรกิจที่เราร่วมงานหรือทำงานให้ทุกวันนี้ จะก้าวเดินไปอย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่  ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด  อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโงหัวไม่ขึ้น  ซ้ำร้ายกลุ่มหลากสียังจ้องเคลื่อนไหวทางการเมืองกดดันสารพัดเรื่องให้กระทบกับคนทำงาน  การค้าการลงทุนยิ่งย่อยแย่บลงไปตามส่วน นานวันเข้าก็รุมเร้าให้องค์กรโซเซ ไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปไหวหรือไม่  คนทำงานก็อาจจะเสี่ยงกับการ “ตกงาน”  ชวนให้ตกใจและจิตตกไปตามกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร  การตกงานแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจมาถึงตัวเราแบบไม่ทันได้ตั้งตัว  หรือในสถานการณ์ที่องค์กรต้องควบรวมกิจการกับคนอื่นเขา แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่าดีแล้ว เพราะ HR บอกล่วงหน้ากันมาระดับหนึ่ง แต่พอจะถึงวันที่ต้องจากกันไป โดยเฉพาะคนทำงานที่อายุมากแล้ว  แถมตำแหน่งหน้าที่การงานก็ยังไม่ถึงระดับบริหารเสียทีก็ย่อมตกใจมากขึ้น
หากต้องตกงานแล้ว  ท่านควรจะคิดอย่างไรดี  บทความนี้มีคำตอบครับ
(1) ตั้งสติให้มั่น -  การมีสติเป็นบ่อเกิดของปัญญาซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักคิดและนำไปสู่การหาคำตอบของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเรามัวแต่สติแตกเราก็จะไม่สามารถหาทางออกให้ตัวเองได้ ทางออกหรือการแก้ปัญหาของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่สถานะของแต่ละคน เช่น สถานะการเงิน ภาระหน้าที่ในการผ่อนชำระหนี้สิน และ ค่าใช้จ่ายรายเดือน ดังนั้นการวิเคราะห์สถานะการเงินและค่าใช้จ่ายรายเดือนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่จะต้องรู้เพื่อที่คุณจะสามารถใช้ในการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไปซึ่งก็คือการบริหารจัดการการเงินของคุณระหว่างที่รองานใหม่ ถ้าค่าใช้จ่ายของคุณมากเกินไปคุณจำเป็นที่จะต้องลดค่าใช้จ่ายค่าใช้โดยแยกค่าใช้จ่ายชองคุณเป็นสองประเภท คือ “need” หรือ “want”  Need หมายถึงสิ่งที่จำเป็นที่ในชีวิตประจำวันขาดไม่ได้เช่น อาหาร น้ำ เป็นต้น Want หมายถึงสิ่งของที่คุณอยากได้เช่นรถยนต์ราคาแพง อาหารหรูๆ เสื้อผ้าแพงๆ ถ้าค่าใช้จ่ายรายเดือนตกอยู่ในประเภท Want คุณควรจะตัดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเพื่อลดภาระหนี้สิน
(2) อย่าอับอายหรืออับจนหนทาง  -  ชีวิตคนเรานั้นไม่สุขเสมอไปหรอกครับ  ย่อมสุขเศร้าเหงารักคละเคล้ากันไปทั้งนั้น  เรามักจะได้ยินบ่อยครั้งว่าคนที่ตกงานมักจะรู้สึกว่าตนเองแย่ ชีวิตไม่อยู่หรือน่าสมเพช หรืออะไรทำนองนั้น นี่เป็นวิธีคิดแบบลบ ๆ ที่ยิ่งจะชวนให้ตกบ่วงความทุกข์ระทมซึมลึกมากขึ้นทุกที คิดแบบนี้บ่อยครั้งเข้ายิ่งทำลายความมั่นใจ และกลายเป็นอุปสรรคในการสร้างความมุ่งมั่นเพื่อที่จะหางานใหม่
ลองติดตามข่าวการเลิกจ้างงานของประเทศอื่นสิครับ จะพบว่า เดี๋ยวก็มีข่าวบริษัทนั้นบริษัทนี้ โละคนงานหลายพันคน  บางองค์กรปลดคนเพราะภาวะเศรษฐกิจรัดตัวหลายหมื่นคน บางองค์กรลอยแพปิดตัวเพราะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปไม่ไหว เดือดร้อนลูกจ้างต้องมาห้องร้องกันถึงโรงถึงศาล  คนที่พบปัญหาที่ว่าเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากเราในวันนี้ แล้วเราจะยอมแพ้ เดินเข้ามุม หรือมัวแต่ตีอกชกตัวทำไป  
(3)  มองมุมใหม่ ไม่เดินทางลบ –  เมื่อต้องตกงาน ก็ต้องคิดหาทางหมั่นฝึกฝนตนเองให้มีทั้งความมุ่งมั่นในการหางานใหม่ และมุ่งมั่นกับการมองหาสิ่งที่ดีกว่าเดิมต่อเติมประสบการณ์ที่เคยผ่านมาให้มากขึ้น  อย่ามัวแต่คิดว่าเราแก่แล้ว หรือเรารู้น้อยองค์กรอื่นเค้าจะรับเข้าทำงานเหรอ  เพราะคิดลบลบแบบไหนก็ได้ผลตอบรับแบบลบ ๆ เช่นเดียวกัน  คิดลบมากหนักเข้าก็จะซึมเศร้าหันไปพึ่งพาทางลัดหาเงินจากการพนัน เสี่ยงโชคซึ่งมักจะนำนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างคาดไม่ถึง
(4)  เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส  -  ผมอยากชวนให้คิดว่า การตกงานครั้งนี้ คือการเปลี่ยนงานเพื่อหาประสบการณ์  หากท่านต้องตกงานแล้วได้เงินชดเชยตามกฎหมายก็ยิ่งดี เพราะได้เงินติดปลายนวมมาไว้ต่อทุนในการหางานใหม่ หาประสบการณ์และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเอง  แม้จะกระทบกับชีวิตที่คุ้นเคยบ้าง แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะทุกอย่างยิ่งต้องแลกมาด้วยสิ่งหนึ่งเสมอ  ไม่ต่างจากที่ผมนั่งเขียนบทความนี้ ก็ต้องแลกกับเวลาแทนที่จะต้องพักผ่อนกับครอบครัว  แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการฝึกปรือทักษะการคิดที่เฉียบคมมากขึ้น และมากขึ้นทุกวัน
สู้เอาเวลาคิดเรื่อลบ ๆ มาคิดหาทางพัฒนาทักษะในช่วงตกงานที่อาจจะนำเราไปสู่การได้รับโอกาสการทำงานใหม่ ๆ ที่ดีกว่า ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนมากขึ้น จะไม่ดีกว่าหรือครับ
อย่าจิตตกเพราะตกงาน แต่ควรต้องรวบรวมสติเดินหน้าต่อไป และขอให้มองทุก ๆ วันของชีวิตคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ท่านต้องใช้มันอย่างรอบคอบครับ

พนักงานใหม่กับความสัมพันธ์ที่ดี

ในช่วงเวลาทดลองงานของพนักงานใหม่ สิ่งหนึ่งที่เรามักจะพบคือการทำงานผิดพลาดหรือไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่กำหนด  ความผิดพลาดที่ว่านี้ จะมีระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อเป้าหมายงานมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลของหัวหน้างานหรือพี่เลี้ยงที่เป็นคนเก่าที่ได้รับมอบหมาย
สิ่งที่น่าสนใจคือในสภาวะที่องค์กรหาคนทำงานได้ยากเช่นปัจจุบัน หากพนักงานใหม่ที่กำลังทดลองงานนั้น แม้จะทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เท่าที่ควรนัก แต่หากไม่ได้ทำอะไรเสียหายใหญ่โตก็มักจะได้รับการอนุโลมผ่อนปรนผลงานอยู่มาก ด้วยเพราะหัวหน้างานก็ตระหนักอยู่ว่า การจะหาคนเข้ามาช่วยงานในปัจจุบันนั้นยากไม่น้อย  หากทำงานผิดแล้วเลิกจ้างโดยไม่ให้ผ่านทดลองงานเสียเลย โอกาสที่จะหาคนมาทดแทนก็ต้องรออีกสักระยะ และไม่ยังไม่แน่เช่นกันว่าคนใหม่ที่จะรับเข้ามาทำงานจะไม่ทำสิ่งท่เคยผิดพลาดจากคนก่อนหน้า
เมื่อมั่นใจไม่ได้เลย แม้ว่าจะพยายามสรรหาและคัดเลือกคนที่ใช่ให้ได้มากที่สุด ความสัมพันธ์ที่ดีจึงมักกลายเป็นปัจจัยในการตัดสินใจว่าจะให้พนักงานใหม่ผ่านทดลองงาน มากเสียยิ่งกว่าความถูกต้องของงานที่พนักงานใหม่จะต้องทำให้บรรลุผล
หัวหน้างานหลายคนที่ผมรู้จักและให้คำปรึกษาผ่านบทบาทของการทำงาน HR ก็เลือกแนวทางนี้ อย่างน้อยก็เพราะวิเคราะห์แล้วยังดีเสียกว่าจะรอคนใหม่ และต้องไปลุ้นระคนความเสี่ยงกับคนใหม่ที่จะรอรับเข้ามา
แม้พนักงานใหม่จะทำงานผิดพลาดไปบ้าง ตราบเท่าที่ผลเสียหายต่องานหรือต่อหน่วยงานยังไม่ร้ายแรงถึงระดับที่เกินกว่จะรับไหว หัวหน้าก็มักจะผ่อนคลายให้พอได้หายใจทำงานต่อไปอีกสักระยะ หรืออย่างมากหน่อยก็ขยายระยะเวลาทดลองงานออกไปให้นานกว่าเดิม
หากท่านพบเจอสถานการณ์เช่นนี้บ้าง คงต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะระหว่างผลงานที่องค์กรต้องการได้รับ กับฝีไม้ลายมือที่คาดว่าจะได้รับจากเขาในอนาคตต่อไป โดยเฉพาะภายหลังจากที่ตัดสินใจให้พนักงานผ่านทดลองงานแล้ว โดยต้องไม่ลืมว่า เมื่อพนักงานผ่านทดลองงานไปแล้วแต่ผลงานก็ยังไม่เข้าเป้าเช่นเดียวกับช่วงทดลองงาน การเลิกจ้างจะมีภาระต้นทุนที่ต้องทำมากกว่าเดิม
และหากในระหว่างทดลองงานนั้น พนักงานใหม่ภายใต้การดูแลของท่านทำงานผิดพลาดไป ท่านก็คงต้องกลับไปให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงแก้ไขผลงานในระหว่างทดลองงานนั้นอย่างจริงจัง มุ่งมั่นกับการค้นหาสาเหตุและแนวทางการจัดแก้ไขรับมือเพื่อลดความผิดพลาดจากการทำงานผิดพลาดของพนักงานใหม่ พร้อมกับสร้างโอกาสให้พนักงานใหม่ได้รู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ  เช่นนี้ก็จะช่วยให้ท่าน (ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือรุ่นพี่ที่ดูแลพนักงานใหม่) ประสบความสำเร็จอย่างที่มุ่งหวังไว้ไม่ยากเย็นนัก  แถมยังช่วยรักษาควาสัมพันธ์ที่ดีระหว่างท่านกับน้องใหม่อย่างได้ผล

มองไปทางไหนก้อดีทั้งฝ่ายน้องใหม่และฝ่ายขององค์กร แบบนี้ล่ะครับที่เรียกว่า win-win ทั้งคู่

คิดลบไปใยให้เศร้าหมอง

เคยบ้างไหมครับที่หัวหน้างานแจ้งผลการประเมินกับเราว่าเราไม่ค่อยที่จะมีความคิดสร้างสรรค์กับการทำงานประจำที่ทำอยู่ งานอะไรที่ท้าท้ายเป็นพิเศษที่หัวหน้ามอบหมายให้ก็ไม่รุดหน้าทำเท่าที่ควร  ซ้ำร้ายงานหลายอย่างที่แก้ไขปัญหาที่เจออยู่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเสียที
หากท่านเป็นเช่นนี้บ้าง อยากให้ลองสำรวจตัวเองต่อไปว่าในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีสักครั้งไหมที่ท่านปฎิเสธงานที่ได้รับมอบหมาย  มีบ้างหรือไม่ที่วิ่งหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้ากับลูกค้าที่ร้องเรียนเข้ามา  มีบางไหมที่ไม่แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเวลาที่ระดมสมอง นั่งอยู่นิ่ง ๆ  ไม่อธิบายความจริงต่อหัวหน้า ซ้ำยังไม่เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เพราะคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
ท่านเชื่อมั้ยครับว่า รากฐานของเรื่องที่ว่าไปนี้ เป็น “ทัศนคติทางลบ” เพียว ๆ ไม่ต้องพึ่งโซดาน้ำแต่อย่างใด
คนเรานั้น มักมองหรือคิดอะไรลบ ๆ แบบที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าใดนักเป็นเพราะชอบจมปลักกับความคิดเหล่านี้
      คิดว่า “ทำไม่ได้”   ด้วยเพราะมองว่ามันเป็นปัญหาที่ไม่เคยอยากจะเจอเลย  อยากทำแต่งานที่ราบรื่นเรียบร้อยไม่มีปัญหาให้หนักใจ  ซึ่งแค่คิดแบบนี้ก็ผิดแล้ว ผมอยากให้ท่านคิดในทางตรงข้ามว่า  ที่องค์กรยังต้องการเราร่วมงานด้วยนั้นก็เพราะเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่องค์กรเค้ามี  เมื่อไม่มีปัญหาก็ไม่มีเรามานั่งทำงานให้ต้องจ่ายเงินเดือนจ่ายสวัสดิการ  คิดแบบนี้แล้ว ปัญหาจึงเป็นเรื่องปกติที่มักพบ และเราก็ต้องก้าวข้ามมันด้วยการคิดหาทางจัดการปัญหาให้พร้อม เตรียมอารมณ์ ร่างกาย และที่สำคัญคือเตรียมใจให้พร้อมรับสถานการณ์ปัญหาทุกเมื่อ
      คิดว่า “เป็นไปไม่ได้”     บ่อยครั้งทีเดียวที่เรามักคิดว่าปัญหาหลายอย่างที่มีนั้นเราแก้ไขอะไรไม่ได้   ผมอยากชวนให้มองว่า ปัญหาคือโอกาสที่เปิดทางให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ  หากเราไม่ยอมออกไปเผชิญกับหน้ากับปัญหาหรือความท้าทายที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้ามา ก็ไม่มีทางที่จะได้พัฒนาความคิดพัฒนาวิธีการทำงานให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่  ผู้รู้ท่านบอกไว้ว่า ปัญหาในการทำงานที่เกิดขึ้นนั้น มักช่วยให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราต้องการ  และยังช่วยให้เราตระหนักว่าอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ได้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะลงมือจัดการกับปัญหาหรือความท้าทายที่ว่านั้นด้วยการ “ลงมือทำ”  มากกว่าที่จะนั่งรอและคอยแต่ตัดพ้อว่าตัวเองทำไม่ได้ 
      คิดว่า “เราไม่เก่ง” –  บางครั้งที่ลูกค้าไม่ชำระเงินเพราะปัญหาทางเทคนิคของสินค้าหรือบริการที่ไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เมื่อเรื่องตกมาถึงท่านก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรเพราะท่านก็ไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงแล้วคิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปเถอะเพราะเราก็ไม่ได้เก่งพอที่จะแก้ไขปัญหาเช่นนั้นให้ลูกค้า หรือพลอยคิดไปว่าเราไม่ใช่หน่วยงานติดตามหนี้สินกับลูกค้า จากนั้นก็นั่งเฉย ๆ ปล่อยให้สถานการณ์เลยตามเลยทั้งที่ก็อยู่ในหน้าที่ที่รับผิดชอบ แบบนี้สถานการณ์คงไม่ดีแน่เลย !
หลายเรื่องที่ว่าไปนี้  นับเป็นอุปสรรคขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และส่งผลต่อการงอกงามทางความคิดของเราอย่างไม่อาจคาดคิดเลยทีเดียว  นานเข้าเพื่อนร่วมงานรอบข้างก็ไม่อยากทำงานด้วย เพราะคุยไปใยให้เสียเวลา
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ท่านก้าวข้ามความคิดทางลบไปได้ นั่นคือ ต้อง “คิดใหม่ในทางบวก”  และตั้งใจมุ่งมั่นปรับตัวเองอย่างต่อเนื่องในหลายเรื่องต่อไปนี้ครับ
·        เชื่อมั่นว่าปัญหาทุกเรื่องแก้ไขได้ –  โดยข้อเท็จจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมแก้ไขได้ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจทุ่มเทลงไป และต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้องกับสถานการณ์และเวลา ไม่วิ่งหนีหรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม  โดยต้องไม่ลืมที่จะค้นหาสาเหตุของปัญหาเช่น ความไม่เรียบร้อยของบริการที่ให้กับลูกค้าตามที่ยกตัวอย่างไป จากนั้นจึงมีค้นหาวิธีการแก้ไขทั้งจากงานของเราเองและจากงานของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งมักจะเป็นไปได้ว่า ปัญหาที่กระทบกับลูกค้าเรื่องหนึ่ง มักจะมีคนที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งต้องมาระดมสมองช่วยกันแก้ไขให้รอบคอบและรอบด้าน
นอกจากนี้ เราต้องตระหนักเสียก่อนว่า ปัญหาหรือสถานการณ์หลายเรื่องนั้นอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิดและวิธีการทำงานของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะต่างฝ่ายอาจจะถือเป้าหมายความสำเร็จและวิธีการที่อาจจะขัดแย้งกันในทีก็ได้  แต่ท่านก็ต้องไม่ลืมว่า แม้ปัญหาจะเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยปรากฎมาก่อน  แต่ก็ยังต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ของสถานการณ์ที่อาจจะต้องเจอในวันข้างหน้า หรือสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อธุรกิจ  จึงควรต้องปลูกฝังนิสัยท้าทายสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นกับตัวอยู่เสมอ โดยคิดนอกกรอบการทำงานหรือแนวคิดเดิมๆ บ้าง
·        ไม่กลัวที่จะท้าทายสิ่งใหม่   บางครั้งความคิดที่เราเสนอไปทั้งตนเองและเพื่อนร่วมทีม อาจจะเจอปัญหาขัดแย้งกับความเชื่อ เมื่อเพื่อนร่วมทีมอาจจะเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ท้าทายกับสถานการณ์ หรือมีความเสี่ยงต่อธุรกิจ บางครั้ง เมื่อลองเสนอลูกค้าดู ปรากฎว่า ความคิดแบบท้าทายนั้นใช้ได้ผล แม้จะดูว่าโดยรวมแล้วสมใจคงไม่เหมาะกับนิสัยชอบความท้าทาย แต่ HR ก็ขอให้เธอคิดนอกกรอบเดิมๆ และลองไอเดียใหม่ๆบ้าง
·        ยอมรับการตัดสินใจของบุคคลอื่น   บางครั้งข้อเสนอหรือไอเดียของเราอาจจะไม่โดนใจหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เราก็คิดว่าดีที่สุดในจุดที่มันเป็นแล้ว และกลับโดนวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนร่วมงานที่เห็นต่างออกไป  จนกระทั่งไอเดีของเราไม่ได้นำไปใช้  กรณีเช่นนี้ก็ขอให้เราเข้าใจว่าเรื่องปรกติที่ไม่ควรเก็บเอามาเพาะเป็นความไม่พอใจระหว่างกัน  และควรมองว่าความเห็นที่แตกต่างจากเรานั้น อาจจะช่วยเสริมเติมแต่งให้ความคิดของเราบรรเจิดขึ้นก้อได้ แต่หากเกิดอคติกันแล้วย่อมไม่มีใครอยากฟังกัน ซึ่งนั่นนับว่าไม่ดีกับงานที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันแต่อย่างใดเลย
หากเราได้หาเวลานั่งทบทวนตัวเองแล้วปรับความคิดมุมมองเสียใหม่อเก็บเย่างที่ผมนำเสนอไป เชื่อเหลือเกินว่าผลงานปลายปีนี้ของท่าน จะดีขึ้นอย่างแน่นอน  และยิ่งคิดบวกแบบนี้ให้เป็นนิสัย โอกาสก้าวไกลในอาชีพการงานก็ไม่เกินกว่าจะเดินให้ถึงครับ

เคล็ดลับรับมือเพื่อนร่วมงานจอมอู้

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะเคยเห็นเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ หรือถัดไปหลายโต๊ะ มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาดกับการทำงาน เพราะในขณะที่คนอื่นเค้าตั้งหน้าตั้งตาทำงาน คุณเธอจะเป็นประเภทที่เอาแต่เล่นเฟซบุ๊ก แอบเล่นเกมส์เศรษฐีทางไลน์ทุกทีที่มีคนทักเข้ามา เลือกซื้อชุดสวยบนเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์  หรือดูข่าวเม้าท์แหลกดาราผ่านทางเวบ หรือจะเกรงใจ (เพื่อนคนอื่นหน่อย) ก็เล่นผ่านทางมือถือของตัวเอง คนรอบข้างที่กำลังทำงานหนักอย่างตั้งใจ อาจจะรวมทั้งท่านด้วยนั้น ย่อมไม่ค่อยพอใจอย่างแน่นอน  
เรื่องพวกนี้ชวนให้หนักใจในการทำงานร่วมกันของคนหลากหลายในองค์กร เพราะมักจะพบเสมอว่าสภาพการณ์คนหนึ่งอู้คนหนึ่งตั้งใจทำงานนั้น  หากไม่นับที่เจ้าตัวคนชอบอู้นั้นไม่แคร์ใครหรือเป็นใหญ่อย่างไม่เป็นทางการมากในองค์กร (เช่นเป็นกิ๊กผู้จัดการ 555) แล้ว สภาพหรือบรรยากาศแบบนี้ มักจะบ่มเพาะมาจากเงื่อนไขที่หัวหน้าปล่อยปละละเลยเกินควร อาจจะผนวกเข้ากับคนทำงานต่างคนต่างอยู่ เรื่องของเธอชั้นไม่เกี่ยว
นานเข้าคนที่รับสภาพนี้ไม่ไหวห็จะลาออกไป เคราะห์ร้ายที่คนเก่งมักจะเป็นคนแรกที่ลาออกไปเพราะเบื่อหน่ายกับบรรยากาศและหัวหน้าที่ไม่จัดการอะไรเสียที  คงเหลืออยู่เฉพาะพนักงานที่สร้างโลกสวยส่วนตัวได้แต่ไม่รู้ว่ามีผลงานอย่างที่อยากได้เพียงใด
หากมีจอมอู้ในที่ทำงานของท่าน  ก็เห็นทีต้องมาช่วยกันทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ตามมาแล้วล่ะครับ
o     วิเคราะห์ผลกระทบ  -   ผมหมายถึงผลกระทบจากเพื่อนร่วมงานจอมอู้ที่มาถึงเราและตัวเขาเอง  ซึ่งอาจจะรวมไปถึงผลที่จะกระทบต่อการทำงานของเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีก พร้อมกับพูดคุยกันภายในเพื่อให้รับทราบประเด็นปัญหานี้ร่วมกัน บางทีการอู้นั้น อาจจะเพราะเขาทำงานตัวเองที่มีอยู่น้อยนิดเสร็จแล้วก็ได้ และอาจจะเพราะเขาทำงานได้รวดเร็วและงานน้อย ก็ไม่น่าจะเป็นความผิดเพราะขอบข่ายงานที่เค้าจะต้องทำมีเท่านี้  ที่จริงนั้นหากเรายุ่งมากเสียจนแทบจะไม่มีเวลาคิดที่จะอู้ดด้วยซ้ำ และหากเราก็ทำงานเร็วไม่ต่างจากจอมอู้ ก็สมควรจะต้องให้หัวหน้ามาช่วยจัดสรรงานกันใหม่ให้เหมาะสมนั่นเอง คงทำไม่ยากใช่มั้ยครับ  
o     ไม่ถลำตัวไปรำคาญ  -  แม้จะมีเพื่อนร่วมงานจอมอู้ ขี้เกียจทำงานอยู่ใกล้ ๆ แต่เราก็อย่าเผลอไปคอยคิดแต่รำคาญคุณเธอคนนั้น เพราะหากตกเข้าไปอยู่ในวังวนของความรำคาญ ก็รังแต่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อม  ราะบางทีความขี้เกียจนั้นอาจไม่มีผลใดๆ ต่องานของคนอื่นก็ได้ ตราบใดที่ยังไม่ต้องหยิบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือจอมอู้เหล่านั้น ก็อย่าเสียสุขภาพจิตตัวเองไปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องของคนอื่นเลย 
o     คุยกันตรง ๆ   -  บางครั้งวิธีนี้อาจไม่ได้ผลเมื่อคุยกับจอมอู้ประเภท “ฉันไม่แคร์” แต่โดยปกติแล้วการที่เราในฐานะเพื่อนร่วมงาน (นี่ยังไม่ถึงมือหัวหน้านะครับ)  เข้าไปบอกถึงปัญหาและผลกระทบจากพฤติกรรมของเขากับเจ้าตัวตรงๆ  ก็จะช่วยทำให้จอมอู้ได้ฉุกคิดถึงพฤติกรรมแย่ๆ ที่กระทบกับคนอื่นจนอาจจะเปลี่ยนกลับมาเป็นคนไม่อู้ให้ขวางหูขวางตาชาวบ้านก็เป็นได้  แต่การพูดคุยก็ต้องไม่ผลีผลามหรือตำหนิกัน ไม่ใช้อารมณ์จนเกินควรเพราะอาจจะลามปามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแบบไม่มองหน้ากันตลอดชาติเลยทีเดียว
o     บอกหัวหน้า   -   อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้า คนอู้นั้นอาจจะอู้เพราะก็รู้ว่าหัวหน้าคงไม่ทำอะไร  หากท่านพบเจอสถานการณ์จอมอู้เช่นนี้ คงต้องถึงเวลาเดินเข้าไปหาหัวหน้าและเล่าให้ฟังเสียหน่อย เล่าข้อเท็จจริงแบบไม่ต้องดราม่าเพราะไม่ใช่การฟ้องแต่ต้องมีหลักฐานรองรับ  เล่าถึงผลกระทบที่เกิดกับงานของเราและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ที่สำคัญนั้นต้องไม่มีความแค้นเคืองส่วนตัว (ที่เป็นตัวจุดระเบิดชั้นเยี่ย) เข้ามาพัวพันโดยเด็ดขาด
o     อย่าช่วยปกปิด  -   ต่อมมโนธรรมของคนทำงานนั้นเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน  คนที่ต้อมนี้ขนาดโตหน่อยก็จะสำนึกได้กับสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรมากและปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้รวดเร็ว  หน้าที่หนึ่งของเราที่พอทำได้คือช่วยพูดให้เพื่อนได้คิดไตร่ตรองถึงผลกระทบที่มีต่องานและเพื่อนร่วมงานคนอื่น  อย่าไปให้ท้ายโดยคอยแต่บอกว่าหัวหน้ามาแล้ว อย่าแบบเล่นไลน์นะ เดี๋ยวหัวหน้าจะดุเอาได้ เพราะยิ่งทำแบบนี้จอมอู้ก็จะยิ่งได้ใจ ในทางหนึ่งหากจอมอู้มาฝากงานให้ทำ เราก็ต้องปฏิเสธไม่รับอย่างสุภาพกลับไป
o      อาจมีอะไรมากกว่านั้น   -   พฤติกรรมจอมอู้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่หมักหมมในตัวของคุณเธอคนนั้นมานาน และหัวหน้าตักเตือนกันไปหลายรอบ เข้าข่ายไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว และอาจจะถูกจับตาจากหัวหน้าอยู่แล้ว เพียงรอให้ขี้เกียจของจอมอู้เหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผิด ความจริงแล้วพวกนี้อาจถูกเตือนไปหลายรอบ หรือถูกจับตาอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เพียงแต่สถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอที่จะมาเลิกจ้างกัน แบบนี้น่าจะแบบถาม HR นะว่าคิดและจะทำอย่างไร ?
o      อย่าเก็บมาคิดจนกระทบตัวเอง   -   แน่นอนว่าความขี้เกียจเป็นพฤติกรรมที่น่าขยะแขยงและน่ารำคาญมาก แต่อย่าให้เรื่องนี้ต้องมากระทบกับอารมณ์และหน้าที่การงานจนเสียชื่อเสียง เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่ขยันย่อมได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ  ผมอยากฝากแง่คิดให้กับท่านไว้ว่า ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างใจที่เราต้องการ เพราะเค้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองยังทำยากแล้วเราเป็นใครหรือที่จะไปเปลี่ยนเค้ามาให้เป็นอย่างที่เราอยากเห็นอยากให้เป็น  สู้มาปรับเลี่ยนที่วิธีคิดวิธีการทำงานของเราน่าจะได้ผลและรวดเร็วมากกว่า ซ้ำยังได้ประโยชน์กับตัวเราเองโดยตรง แต่หากท่านต้องรับมือกับเพื่อนร่วมงานจอมอู้โดยลองสารพัดวิธีแก้ไขที่แนะนำไปแล้วก็ยังไม่เห็นผล ก็เห็นทีจะต้องเข้าโหมดทำใจ  แบบนี้ก็อยากให้ท่านคิดเสียว่า ไม่มีคนใดที่จะทำให้เราต้องเจ็บช้ำใจได้หรอก นอกจากเราจะคิดให้มันเป็นเช่นนั้นเอง  
ทดลองนำแง่คิดนี้ ไปไตร่ตรองกับการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานของท่านดูนะครับ  เผื่อจะได้ประโยชน์บ้าง  

แนวทางการเป็น "เพื่อนร่วมงาน" ที่ดี


หนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ความพึงพอใจ (Job Satisfaction) และความสุขในการทำงาน (Work Happiness) นั้น ได้แก่การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนทำงานกับเพื่อนร่วมออฟฟิศรายรอบ นอกเหนือจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีและเหมาะสมกับหัวหน้างาน และปัจจัยอื่น ๆ อันได้แก่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ  ค่าตอบแทนที่จ่ายให้ตามค่างานกับผลงานที่อยากได้ และงานที่ท้าทายความสามารถ ไม่น่าเบื่อจำเจ  เหตุที่เพื่อนร่วมงานมีอิทธิพลอย่างมากต่อระดับความสุขในการทำงานนั้นก็มักเป็นเพราะคนทำงานทั้งหลายมักจะทำงานใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงานทั้งในช่วงวัยและต่างช่วงวัยเสียเป็นหลัก  แม้เลขานุการจะทำงานกับเจ้านายเสียมากในแต่ละวัน แต่เขามักจะใช้ชีวิตกับเพื่อนร่วมงานภายในหน่วยงานหรือต่างหน่วยงานในชีวิตปกติด้วย  หากบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับเพื่อนร่วมงานไม่ดีก็คงดูอึมครึมไม่น้อย  บางทีอาจจะเป็นชนวนพนักงานบางคนต้องตัดสินใจลาออกไปเสียเลยก็มี และที่เป็นปัญหาก็เพราะว่าคนลาออกนั้นมักเป็นคนเก่งคนมีฝีมือที่ทำงานได้  ส่วนที่ยังอยู่ก็ฝีมืองั้น ๆ นั่นก็เพราะคนเก่งมีทางเลือกกับการทำงานที่ใหม่ที่มากกว่า และเค้ามักจะเป็นที่ต้องการของหลายองค์กรนั่นเองครับ

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำหรับการทำงานแบบสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานซึ่งจะได้ทั้งใจและได้ทั้งงานไปพร้อมกัน

(1)  มีกิริยามารยาทที่เหมาะสม  ผมหมายถึงการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะต่างช่วงวัยหรือในช่วงวัยเดียวกัน อายุไล่เลี่ยกันก็ควรต้องเน้นความไพเราะเสนาะโสต ไม่พูดแบบมะนาวไม่มีน้ำ                                        ยิ่งหากเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นรุ่นพี่ ยิ่งต้องวางตัวให้มีสัมมาคารวะและรู้จักเกรงใจกัน อย่าสบถบ่นด่าคนอื่นให้เพื่อนร่วมงานได้ยิน เพราะเค้าอาจจะคิดว่า วันหนึ่งข้างหน้า เราก็ต้องบ่นด่าเค้าบ้าง บรรยากาศความสัมพันธ์ก็จะแปลกไป (แม้ว่าจะสนิทสนมกันอย่างดีก็ตามแต่)

ผมเชื่อว่าคนไทยนั้น เรายังมีโมเมนต์ของกิริยามารยาทระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง  ผุ้ใหญ่ผู้น้อยที่มักจะเรียกกันว่า “สัมมาคารวะ” หรือรู้จัก “กาละเทศะ” อยู่เสมอ แต่คนที่รู้จักวางตัวให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ และรู้จักการวางตัวเมื่อต้องอยู่กับผู้ใหญ่ เคารพพี่ที่อาวุโสในงานโดยไม่จาบจ้วง ก็จะกลายเป็นน้องที่น่ารัก

(2)  หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นเท่าที่ทำได้ เมื่อสบจังหวะที่ดีที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานได้ ก็อย่ารีรอที่จะแสดงให้เห็นถึงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น สละเวลาเปิดประตูให้เพื่อนร่วมงานที่เดินตามมาแต่ถือขอพะรุงพะรัง  หรือช่วยหยิบกาแฟไปเผื่อให้ที่โต๊ะ  ช่วยไปยกของที่เบิกมากจากฝ่ายพัสดุ  แต่คงไม่ต้องถึงขนาดใช้เวลางานของตัวไปทำงานให้กับเพื่อนร่วมงานเสียหมดจนกระทั่งงานของตัวเองก็ติดขัดหรือทำไม่เสร็จ   ในบทความก่อนหน้า ผมแนะนำท่านให้รู้จักปฏิเสธให้เป็น ไม่ตอบรับช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานคนอื่นไปเสียทุกเรื่องเพราะจะกลายเป็นท่านจะลำบากในงานที่ทำเสียเอง  การช่วยเหลือผู้อื่นนั้น นอกเหนือจากน้ำใจแล้วก็ต้องประเมินด้วยว่าทำไหวหรือไม่ มีความเชี่ยวชาญพอที่จะทำหรือเปล่า  เพราะไม่ว่างานของเราหรืองานที่เค้าอยากให้ช่วยก็ต่างต้องการความสำเร็จทั้งนั้นครับ  

(3)  อย่าโทษกันไปมา   คนเราน่ะทำงานผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นล่ะครับ  แม้ว่าเราจะเก่งหรือจะเชี่ยวชาญมากเพียงใดก็ตาม ขอเพียงแต่ให้พยายามลดความผิดพลาดโดยเฉพาะความผิดพลาดที่จะกระทบต่อลูกค้าโดยตรง  และที่สำคัญนั้น หากงานของเราที่ผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่องานของเพื่อนคนอื่นให้ผิดพลาดตามไปด้วยยิ่งต้องระวัง  ผมอยากบอกไว้ว่า ในชีวิตการทำงานนั้น ความไว้วางใจได้สำคัญเสมอ  เมื่อใดก็ตามที่เราทำงานพลาดไป สิ่งที่มักตามมาก็คือความไว้ใจจากคนอื่นที่ต้องทำงานกับเราจะลดลงไปตามส่วน  อย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาทำงานผิดไปบ้าง ก็ไม่ต้องถึงขนาดต้องมาด่าทอมาเสียดสีกันสามวันสามคืน และต้องไม่พยายามปกปิดเพราะเหตุเพื่อนร่วมงานที่รักใคร่กันมาก พร้อมกับอย่าโยนความผิดไปให้คนอื่น ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดสงครามขึ้นในออฟฟิศเลยก็ได้

(4)  ทำตัวให้สมกับวัย  คนทำงานย่อมมีประสบการณ์ชีวิตมาไม่มากก็น้อย  แต่ประสบการณ์ชีวิตก็ไม่ได้บอกว่าคนคนนั้นจะมีความเป็นผู้ใหญ่เสมอไปหรือครับ บางคนก็วุ่นวายเพราะ “เยอะ” ไปเสียทุกเรื่อง  คิดมากสารพัดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว  บางคนก็งอแงเป็นเด็ก แทนที่โดนลูกค้าติติงมาจะเก็บประเด็นไว้เป็นช่องทางในการพัฒนาตัวเอง กลับไปเที่ยวโพนทะนาด่าเพื่อนร่วมงานต่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเองว่าเป็นเหตุให้โดนลูกค้าตำหนิมา แบบนี้ แม้จะทำงานเก่งแต่ไม่น่ารัก และก็มักจะไม่มีคนคบ ทำงานที่ไหนก็ลำบากครับ  

โดยเฉพาะกับรุ่นพี่  ยิ่งต้องแสดงให้น้อง ๆ ในทีมในหน่วยงานเห็นว่าตัวเองมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือที่เรามักได้ยินบ่อยว่าต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ให้มากเข้าไว้ เพราะในข้อเท็จจริงนั้น น้องใหม่มักจะทำตามแบบอย่างไม่ว่าจะทางลบทางบวกอย่างที่ท่านไม่คาดคิดเลยทีเดียว

เอาไว้เรามาคุยกันเรื่องความฉลาดทางอารมณ์คราวหน้าว่าเจ้าความฉลาดทางอารมณ์นี้มันคืออะไร ผลกระทบจากความไม่ฉลาดทางอารมณ์เป็นอย่างไร และท่านผู้รู้ได้ให้ข้อเสนอแนะในการจัดการกับอารมณ์อย่างไรเพื่อให้ชีวิตการทำงานราบรื่นก้าวหน้าไปได้ดีอย่างไรบ้าง รับรองน่าสนใจครับ  

หลายเรื่องที่ผมว่าไปนั้น เป็นแนวทางการครองตัวและครองความคิดเวลาที่ท่านจะต้องทำงานกับคนอื่น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม  ควรที่ท่านจะต้องตระหนักไว้เสมอว่างานของเรานั้น เกี่ยวข้องกับงานของคนอื่นไม่มากก็น้อย ดังนั้นปฏิกิริยาที่เรามี ความสัมพันธ์ที่เราสร้างจะเป็นไปเช่นใดสุดท้ายนั้นก็อยู่ที่เราจะทำมันขึ้นมา  และอยากให้แง่คิดกับท่านไว้ว่า ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างใจที่เราต้องการ เพราะเค้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองยังทำยากแล้วเราเป็นใครหรือที่จะไปเปลี่ยนเค้ามาให้เป็นอย่างที่เราอยากเห็นอยากให้เป็น  สู้มาปรับเลี่ยนที่วิธีคิดวิธีการทำงานของเราน่าจะได้ผลมากกว่า และในทำนองหนึ่งนั้นก็อยากให้ท่านคิดด้วยว่า ไม่มีคนใดที่จะทำให้เราต้องเจ็บช้ำใจได้หรอก นอกจากเราจะคิดให้มันเป็นเช่นนั้นเอง  ลองเอาแง่คิดนี้ ไปไตร่ตรองกับการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานของท่านดูนะครับ  เผื่อจะได้ประโยชน์บ้าง  

ปัจจัยสร้าง Teamwork


Susan Heathfield  กูรูด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลคนหนึ่งได้กล่าวไว้ใน About.com - Human Resources ว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยสร้างทีมงาน (Team Building) ในองค์กรนั้นเป็นสิ่งที่หลายองค์กรพยายามและมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ และที่สำคัญนั้นผู้บริหารควรต้องมีแนวทางการสร้างทีมที่ชัดเจน พร้อมกับโน้มน้าวและกระตุ้นให้ลูกทีมเห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีมมากกว่าเอาแต่พูดว่า ทีมที่ดีจะช่วยทำให้ผลประกอบการได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะการสื่อสารว่าการทำงานเป็นทีมที่ดีนั้น ลูกทีมทั้งหลายจะได้ประโยชน์อย่างไรเป็นด้านหลัก  

Susan Heathfield  ยังบอกไว้ด้วยว่าการทำให้เกิด Teamwork ที่ดีนั้น ต้องมองหลายปัจจัยดังนี้

o     มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน -  ผู้นำที่มีความชัดเจนจะสามารถสื่อสารและแสดงออกถึงความคาดหวังของทีม บอกได้ว่าทำไมเราต้องสร้างทีมเวิร์ก มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในเป้าหมายและสนับสนุนให้ทีมเกิดขึ้นให้ได้

o     การมอบหมายงานให้กับสมาชิกในทีม - สมาชิกทีมต้องเข้าร่วมในทีม รู้สึกถึงพันธกิจสำคัญคือ มองว่าการทำงานของพวกเขามีคุณค่าในสายงานที่ทำ เพราะพนักงานทุกระดับมุ่งหวังที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชา ดังนั้นหัวหน้างานต้องแสดงให้เห็นว่าทักษะการทำงานของพวกเขาสามารถพัฒนาทีมได้ และทำให้รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่มีงานที่ท้าทายความสามารถเข้ามา

o   ความสามารถของทีม - นอกจากต้องตระหนักถึงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นภาพใหญ่แล้วสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ ความสามารถของคนในทีมที่เหมาะสมกับงาน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และความสามารถในการแก้ไขปัญหา การคัดเลือกคนที่เหมาะกับงานเข้าร่วมทีมเป็นสิ่งสำคัญกว่าการเลือกคนเก่งๆ มารวมตัวกัน เพราะในทีมจะต้องมีทั้งผู้นำ ผู้ตาม นักคิด และนักปฏิบัติ ซึ่งเหมาะกับแต่ละงานแตกต่างกันไป

o      ร่วมมือกัน - ลูกทีมแต่ละทีมจะต้องเข้าใจกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม เข้าใจว่าการทำงานร่วมกันก็ต้องมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่ทีมทั้งหมดจะต้องเข้าใจกฎและหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ส่วนหัวหน้าทีมก็มีหน้าที่จับตาดูปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดและนำมีปัญหานั้นมาแก้ไข ประเมินงานร่วมกัน และช่วยกันตัดสินใจเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

o     มีความคิดสร้างสรรค์ - ถ้าองค์กรของคุณต้องการความเปลี่ยนแปลง การนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาจากความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มีรางวัลสำหรับนักพัฒนานวัตกรรมหรือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นให้ทีมงานได้ฝึกคิดอะไรใหม่ ๆ ได้เปิดหูเปิดตาให้เห็นเทคนิควิธีใหม่ ๆ กับการทำงานที่เขารับผิดชอบอยู่ และเอามาปรับใช้กับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   

o     ความพร้อมเพรียงกัน - ทีมจะมีความพร้อมเพรียงกันได้จะต้องมีศูนย์กลางอำนาจหรือมีผู้นำกลุ่มที่ดี เพื่อนร่วมทีมเข้าใจกระบวนการทำงาน ตลอดทั้งเข้าใจความต้องการของลูกค้า ดังนั้นหากมีคำถามจากลูกค้ามาในคำถามเดียว ทุกคนจะสามารถอธิบายและชี้แจงรายละเอียดได้ เมื่อทำได้เช่นนี้เราก็จะก้าวผ่านคำว่าล้าสมัยได้อย่างง่ายดาย

o     พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง –  การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรหลีกหนีไม่พ้น ไม่ว่าในยุคหรือสมัยใด คนทำงานอย่างเราก็เช่นกัน ย่อมไม่ทำงานกับทีมหนึ่งทีมใดไปชั่วกาลนาน หากแต่จะต้องหมุนเวียนไปเจอหัวหน้าทีมคนใหม่ ๆ เพื่อนร่วมทีมใหม่ ๆ เจอกับอารมณ์ของทีมอีกแบบที่ต่างไปจากเดิมไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งใจและกายที่จะรับมือกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเช่นนี้  พร้อมกับหามุมของการพัฒนาตัวเองเพื่อให้สามารถก้าวไปเป็นผู้นำทีมได้ตลอดเวลา

สำหรับหัวหน้างานหรือผู้นำทีมแล้ว สิ่งสำคัญที่จะประเมินว่าท่านประสบความสำเร็จกับงานที่รับผิดชอบหรือไม่นั้นมักสะท้อนออกมาทางหนึ่งจากการที่ลูกทีมมีความรัก เชื่อถือและไว้วางใจตัวท่าน  เมื่อเป็นเช่นนั้น งานที่ทำและธุรกิจที่รับผิดชอบก็จะทะยานไปสู่ความสำเร็จไม่ยากนัก